Breaking News

วีเจโฟร์โพสต์แจงละเอียดยิบ 8 ประเด็น เปิด"แชทไลน์"พิสูจน์ไม่ได้ขอเงินผู้ชาย


จากกรณีที่นางศิริกานต์ ศิริสิทธิ์ดำรงกิจ แม่ค้าขายของชำที่ อ.เสนา จ.พระนครศรี อยุธยา เข้าแจ้งความกับตำรวจให้ดำเนินคดีกับนายระพีพัชร ศิริสิทธิ์ดำรงกิจ อายุ 28 ปี ลูกชาย ในข้อหาลักทรัพย์ เนื่องจากขโมยเงินในบัญชีธนาคารของนางศิริกานต์ไปให้กับ วีเจ.สาว โดยเงินหายไปถึง 1.2 ล้านบาท ซึ่งต่อมานายระพีพัชรเข้าพบกับพนักงานสอบสวนยอมรับว่า ขโมยเงินจากบัญชีแม่ เพื่อไปให้สาววีเจ.ที่เข้าไปเล่นในอินเตอร์เน็ตจริง ด้วยความสมัครใจ ไม่มีการบังคับ พร้อมกราบขอโทษแม่ และแม่ได้ให้ลงบันทึกภาคทัณฑ์เอาไว้ 7 วัน โดยให้เลิกยุ่งเกี่ยวกับวีเจ.สาว หากยุ่งอีกจะดำเนินคดีทันที

 

ต่อมา น.ส.โฟร์ (นามสมมติ) พร้อมน.ส.จี้ (นามสมมติ) พี่สาว 2 วีเจ. แอพพลิเคชั่นชื่อไอโชว์ (iShow) ที่ตกเป็นข่าวเปิดบ้านพักใน ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี แถลงยืนยันเป็นเพียงหนึ่งในวีเจ.สาวหลายรายที่ฝ่ายชายโอนเงินให้เท่านั้น รู้จักกันผ่านแอพฯ ไม่นานและเพิ่งตกลงคบกันแค่เดือนเศษ ได้เงินจากคู่กรณีแค่ 4 แสน แบ่งเป็นเงินที่ฝ่ายชายฝากให้ซื้อคูปองสำหรับใช้จ่ายและเล่นเกมในแอพฯ 2.6 แสนบาท ส่วนที่เหลือระบุให้เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวของวีเจ.สาว หลังตกเป็นข่าวรีบโอนเงิน 1 แสนที่อีกฝ่ายช่วยค่าซื้อเก๋งป้ายแดงคืนไปแล้ว

 

 ล่าสุดวีเจโฟร์โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ค VJFour suaymaisrang ระบุว่า หากอยากรู้ความจริงกรุณาอ่านให้จบค่ะ

- ประเด็นที่ 1 ความสัมพันธ์
 เรารู้จักเขาประมาณต้นปีจากการที่เขาเข้ามาเล่นแอพพลิเคชั่น ซึ่งเราทำงานเป็นวีเจ ในบรรดาวีเจหลายๆคนก็รู้จักฝ่ายชาย เพราะเขามักส่งของขวัญให้กับวีเจหลายๆคน จากนั้นเขาเริ่มมาติดตามเราประมาณช่วงเดือนมีนาคม 2559 เราก็คุยกับเขาเป็นพิเศษ เขาส่งของขวัญให้เรามากขึ้น

 

  จากนั้นเมื่อประมาณช่วงสงกรานต์ เราเดินทางกลับบ้านที่ลำปาง ขากลับเดินทางเข้พัทยา เราและพี่สาวได้แวะเอาของฝากจากภาคเหนือไปฝากเขา นัดเจอกันที่ปั๊มน้ำมันจังหวัดอยุธยา ซึ่งเป็นการพบกันครั้งแรก จากนั้นเราก็ศึกษาดูใจกับเขาเรื่อยมา โดยเขาพาเราไปบ้านหลายครั้ง แนะนำเราให้รู้จักกับครอบครัวของเขา แต่มารดาของฝ่ายชายไม่พอใจให้คบกัน เราได้พยายามปรับตัวเพื่อให้มารดายอมรับ

 

 มีอยู่วันหนึ่งเขาได้ไลน์มาถามเราว่ารู้จักทางไปบ้านหมอจับเส้นแห่งหนึ่งที่จังหวัดเลยใช่มั้ย เขาบอกว่ามารดาเขาได้ชวนเราไปกับครอบครัวเขาด้วย เราก็เลยขับรถของเรานำทางพาไป เราก็เข้าใจว่ามารดาเขายอมรับเราแล้ว เราก็ไปมาหาสู่กับทางฝ่ายชายเรื่อยมาจนกระทั่งเย็นวันที่ 13 กรกฎาคม 2559 เราจะต้องเดินทางไปพัทยาเพื่อไปเฝ้าบ้านให้พี่สาว มารดาของฝ่ายชายบอกให้ลูกชายนั่งรถมาเป็นเพื่อนกลับพัทยา เพราะเห็นว่าเรากลับคนเดียว เพราะตอนนั้นเย็นมากแล้ว

 


 ฝ่ายชายยังได้บอกกับแม่ว่า ถ้าให้ไปต้องไปหลายวันนะ เพราะมีธุระหลายวัน มารดาก็รับทราบ จากนั้นเรากับฝ่ายชายเดินทางไปพัทยาเราก็เห็นว่าฝ่ายชายโทรหามารดาเพื่อที่จะบอกว่าถึงแล้วนะ ปรากฏว่ามารดาไม่ได้รับสาย เพราะฉะนั้นที่มารดาฝ่ายชายแจ้งความอ้างว่าลูกชายเขาหายออกจากบ้านไปพร้อมเราไม่ทราบว่าหายไปไหน ไม่เป็นความจริง มารดาฝ่ายชายรู้ดีแก่ใจ

 


  จากนั้นวันที่ 17 กรกฎาคม 2559 ฝ่ายชายได้พูดคุยโทรศัพท์กับมารดาของเขา ด้วยท่าทีที่มีปัญหา เหมือนทะเลาะกัน เราได้พยายามถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ฝ่ายชายก็ไม่ยอมตอบ จนกระทั่งฝ่ายชายยื่นโทรศัพท์ให้พร้อมบอกว่ามารดาขอคุยด้วย เรารับโทรศัพท์มาพูดคุยกับมารดาของเขา ปรากฏว่ามารดาฝ่ายชายต่อว่าด่าทอด้วยถ้อยคำเสียๆหายๆ ด่าครอบครัวของเรา ด่าว่าอาชีพของเรา กล่าวหาว่าเราเป็นผู้หญิงขายบริการ แม่เราเป็นแม่เล้า ทั้งที่ไม่ได้เป็นความจริงเลย มารดาของฝ่ายชายบอกเราว่า ฝ่ายชายเอาเงินของเขาไป เราก็เข้าใจว่าเป็นเงินที่ฝ่ายชายให้เรามา 1 แสนบาท เพื่อช่วยในการดาวน์รถ พอเราทราบเรื่องว่าเป็นเงินที่เขาเอามาจากมารดาเราก็โอนเงินไปคืนมารดา 1 แสนบาททันที เราก็คิดว่าคงไม่มีอะไรแล้ว

 


  ต่อมาวันที่ 18 กรกฎาคม 2559 ฝ่ายชายก็ยังไปเป็นเพื่อนเราออกรถใหม่จากโชว์รูม หลังจากนั้นประมาณช่วง 4 โมงเย็น เราได้รับข่าวจากเพื่อนว่า มีการแจ้งความจับลูกชายแล้วพาดพิงถึงเรา โดยหาว่าเราเอาเงินไปจำนวน 1 ล้าน 2 แสนบาท ซึ่งมันไม่จริง

 


 - ประเด็นที่ 2 เรื่องเงิน
  วันที่ 7 มีนาคม 2559 เขาได้โอนเงินผ่านบัญชีของเรา ให้เราเติมเงินใส่แอคเคาท์ของเขา เพื่อที่เขาจะได้เอาไปซื้อของขวัญให้วีเจทั้งหลายที่อยู่ในแอพพลิเคชั่น ช่วงเดือนเมษายน เขาก็ยังคงโอนเงินผ่านเราเพื่อเติมเงิน แต่เริ่มมีการโอนเงินบางส่วนเพื่อให้เราไว้ใช้ ในฐานะที่เรากำลังศึกษาดูใจกับเขา และเขายังคงโอนเงินในลักษณะนี้จนถึงเดือนมิถุนายน 2559

 


  แล้วเดือนกรกฎาคม 2559 เขาได้โอนเงินจำนวน 99,880 บาทเพื่อช่วยในการดาวน์รถ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 481,870 บาท โดยแบ่งเป็นเงินที่เขาฝากเราเติมเงินเพื่อให้เราโอนเข้าบริษัทเป็นเงินจำนวน 261,500 บาท และเมื่อเกิดเรื่องขึ้น เราได้โอนเงินดาวน์รถจำนวน 99,980 บาทคืนแก่มารดาฝ่ายชาย เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2559 เวลา 11.13 น. เป็นที่เรียบร้อย และก่อนหน้าที่จะมีเรื่องดังกล่าวเราเคยยืมเงินเขาแล้วก็ได้โอนเงินคืนเขาไป 20,000 บาท จะเหลือเงินที่เขาให้เราจริงๆสำหรับใช้ส่วนตัวสุทธิแล้วอยู่ที่ 100,490 บาท ซึ่งจำนวนนี้เขาให้เราไว้ติดตัวใช้จับจ่ายซื้อของตามประสาผู้หญิง เงินจำนวน100,490บาทไม่ได้โอนมาครั้งเดียวแต่โอนมาทีละบางส่วน

 


ดังนั้นเงินที่เราได้รับจากเขาจริงๆแล้วมีเพียงแค่ 100,490 บาท ไม่ได้เป็นไปตามข่าวแต่อย่างใด ส่วนเขาจะนำเงินมาจากไหน เราไม่เคยทราบ เราเข้าใจว่าเขาทำมาหากินเอง เป็นคนเลี้ยงดูครอบครัว เพราะเป็นคำพูดที่เขาบอกเราเสมอมา เราก็ยังชื่นชมเขา ที่อายุ 28 ปีแล้วสามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้

 


- ประเด็นที่ 3 เราไม่ได้บังคับขู่เข็ญหรือหลอกลวงเขาแต่อย่างใด ส่วนมากในการโอนเงินแต่ละครั้ง เขาจะเป็นฝ่ายเสนอตัวโอนเงินมาเอง อย่างเช่น วันที่ 20 เมษายน 2559 เขาก็ได้โอนเงินเข้ามา 59,900 บาท โดยที่เราไม่ทราบมาก่อนว่าเขาจะโอนเข้ามา และไม่เคยขอเขา แต่เขาก็โอนให้ เราเองยังได้ต่อว่าเขาว่ามันเยอะเกินไป ดังหลักฐานที่ปรากฏในไลน์

 


- ประเด็นที่ 4 ทิ้งเขาที่รังสิต
เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2559 พอเราทราบเรื่องว่ามีการแจ้งความกัน ฝ่ายชายพยายามโทรศัพท์คุยกับมารดา และโต้เถียงกันผ่านไลน์ เราได้เก็บหลักฐานไลน์จากเครื่องของฝ่ายชายว่าเขาไม่ให้เราไปกับลูกชายเขา เขาต้องการตัวลูกชายเขากลับเพียงคนเดียว เราได้ปรึกษากับฝ่ายชายว่าให้เขากลับไปคุยกับมารดาก่อน แล้วฝ่ายชายขอให้เราไปส่งที่อยุธยา เราและพี่สาวก็ยินยอมที่จะไปส่ง แต่ต่อมาเขาเปลี่ยนให้เราไปส่งที่ปั้มน้ำมันแถวรังสิต เพราะฝ่ายชายได้นัดให้น้องเขยกับน้องสาวไปรับแถวรังสิต เราและพี่สาวก็ได้ไปส่งเขาที่ปั้มดังกล่าว โดยรถที่มารับเขาเป็นรถฟอร์จูนเนอร์สีบอลล์ทอง ซึ่งเป็นรถน้องเขยเขา จากนั้นเมื่อเราเดินทางกลับถึงบ้านของเราที่พัทยา ก็ปรากฏข่าวออกตามสื่อว่าวีเจสาวชิ่งหนีทิ้งฝ่ายชายไว้ที่รังสิต ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย

 


- ประเด็นที่ 5 ทนายขู่ฟ้อง
ในช่วงวันจันทร์ที่ผ่านมา พอเรารับรู้ข่าวจากตามสื่อ เราและพี่สาวและเพื่อนๆของพี่สาว ได้ช่วยกันโทรศัพท์ไปยังสำนักงานข่าวต่างๆเพื่อให้ช่วยลบชื่อ และเบลอใบหน้า เพราะขณะนั้นหลายสื่อได้ลงรูปที่สามารถชี้ชัดได้ว่าเป็นเรา และมีบางสื่อลงชื่อว่าวีเจโฟร์ เราได้รับความเสียหาย จึงขอความกรุณาไปตามสื่อต่างๆ

 


และทนายที่โทรศัพท์ไปที่สื่อท้องถิ่นของอยุธยา เป็นเพื่อนกับพี่สาว เขาได้โทรให้สื่อดังกล่าวนั้นช่วยเบลอรูป เบลอชื่อ ช่วยลบรูป ลบชื่อ เพราะภาพข่าวต่างๆถูกแชร์ไปยังโลกออนไลน์จำนวนมาก เพื่อนพี่สาวก็เป็นห่วง แต่ไม่ได้ขู่ฟ้องแต่อย่างใด และเพื่อนพี่สาวก็ไไม่ได้แนะนำให้เราฟ้อง มีแต่แนะนำให้เราพูดคุยเพื่อหาข้อยุติ และแถลงความจริงให้สื่อต่างๆรับรู้ ดังนั้นจึงไม่มีการขู่ฟ้องมารดาของฝ่ายชายแต่อย่างใด

 


- ประเด็นที่ 6 การฝากเราเติมเงิน
เหตุที่เขาเติมเงินโดยการโอนเงินผ่านบัญชีเรา เพราะถ้าเขาฝากเติมเงินโดยผ่านทางวีเจ เขาจะไม่เสียค่าธรรมเนียมการเติมเงินแต่อย่างใด เขาจึงได้โอนเงินผ่านเข้าบัญชีเราเป็นจำนวนหลายครั้ง รวมกันเป็นเงิน 261,500 บาท และเราก็โอนยอดเงินที่เขาโอนมาในแต่ละครั้ง เข้าบริษัทตลอด ยอดเงินดังกล่าวจะได้ถูกสะสมในแอคเคาท์ของเขา และเขาจะได้ใช้ซื้อของขวัญหรือร่วมกิจกรรมต่างๆของแอพพลิเคชั่นไอโชว์ เงินจำนวนดังกล่าวแค่ผ่านจากเราเพื่อเติมเงินในแอคเคาท์ของตัวฝ่ายชายเองเท่านั้น

 


- ประเด็นที่ 7 มารดาฝ่ายชายต้องการให้เลิก
มารดาฝ่ายชายเคยบังคับให้ฝ่ายชายเลิกกับเรามาแล้วครั้งหนึ่ง แต่เราก็ยังไม่ได้เลิกกัน พอเกิดเรื่องดังกล่าวมารดาฝ่ายชายบังคับให้เลิกติดต่อกัน ถ้าไม่เลิกจะทำให้เราอับอายและเสียชื่อเสียง แต่ข่าวที่ออกไปนั้นกับกายเป็นว่าเราทิ้งฝ่ายชาย เพราะไม่มีเงินแล้ว ไม่ยอมติดต่อไม่รับสายทั้งๆที่ฝ่ายชายถูกทำทันบนว่าห้ามติดต่อเราไม่งั้นจะถูกดำเนินคดี เราจึงไม่ได้ติดต่อกัน เพราะไม่อยากให้มารดาเขาจับเขาเข้าคุกเพราะเราก็รักและเป็นห่วงเค้าเหมือนกัน

 


- ประเด็นที่ 8 เรื่องออกรถ

เราได้ติดต่อไฟแนนซ์เพื่อทำเรื่องออกรถโดยเราวางเงินดาวน์ จำนวน 4 แสนบาท เงินจำนวนดังกล่าวนั้นนำมาจากเราขายรถคันเก่าได้เงินมา 280,000 บาท ส่วนเงินที่เหลือ จำนวน 120,000 บาท เราได้เอาเงินเก็บส่วนตัวโดยขายทองและเงินพี่สาวเพื่อดาวน์รถดังกล่าว ไม่มีเงินของฝ่ายชายตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด

 


ที่ชี้แจงมาทั้งหมดคือเรื่องจิงทั้งหมด มีหลักฐานยืนยันชัดเจน
ขอบคุณค่ะที่เปิดใจรับฟัง